วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

โทษของบุหรี่




        โทษของบุหรี่ ทำเสี่ยงสารพัดโรค ยิ่งสูบมากก็ยิ่งตายไว แล้วพิษภัยอะไรบ้างที่สิงห์อมควันต้องเผชิญ รีบอ่าน รีบดับบุหรี่ในมือ 

          ใคร ๆ ก็รู้ว่า "บุหรี่" มีพิษภัยร้ายแรงขนาดไหน แต่สิงห์อมควันหลายคนก็อ้างว่าพยายามเท่าไรก็ "เลิกไม่ได้" เสียที ถ้าใครเป็นหนึ่งในนั้น เราอยากให้คุณลองพยายามดูใหม่ เพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในควันบุหรี่ เต็มไปด้วย นิโคติน (สารเสพติด), สารเคมี 7,000 ชนิด, สารพิษ มากกว่า 250 ชนิด และสารก่อมะเร็ง มากกว่า 70 ชนิด ยิ่งสูบบุหรี่นานเท่าไร คุณก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่บั่นทอนชีวิตของคุณให้สั้นลง ไม่ต่างจากไฟของบุหรี่ที่ค่อยมอด ๆ ลงเมื่อสูบไปนาน ๆ เลย

          วันนี้ ขอนำข้อมูลมาย้ำให้ฟังกันชัด ๆ อีกครั้งว่า โทษของบุหรี่ ทำให้เกิดอาการและโรคอะไรได้บ้าง อ่านแล้วอาจจะช่วยกระตุ้นเตือนให้รู้สึกอยากเลิกบุหรี่เพื่อเป็นของขวัญให้กับชีวิตอีกสักครั้ง




ผลกระทบต่อร่างกาย

-มีโอกาสตคาบอดถาวร

          ฟังดูอาจจะสงสัย แต่ขอบอกว่า การสูบบุหรี่มีโอกาสทำให้ตาบอดได้จริง เพราะผู้สูบบุหรี่จะเป็นต้อกระจกได้เร็วกว่าคนทั่วไป เนื่องจากสารพิษจะเร่งให้เลนส์ตาที่อยู่ข้างในลูกตาขุ่นมัว และเริ่มขุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่สูบ จนเกิดเป็นภาวะต้อกระจก หากไม่ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ก็จะตาบอด 

          นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดเลี้ยงจอเรตินาหรือจอประสาทตาตีบตันได้ ซึ่งจะส่งผลให้เซลล์ประสาทของจอประสาทตาขาดเลือดและตายไป ทำให้ตาบอดถาวร ไม่สามารถรับภาพหรือแสงได้


-หลอดเลือดสมองตีบ-แตก-ตัน   

          สารพิษอันน่ากลัวในควันบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก ตัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับหลอดเลือดส่วนที่ไปเลี้ยงสมอง ก็จะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม โดยมีงานวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาในลอนดอน ที่เคยลงตีพิมพ์ในเว็บไซต์เอบีซีนิวส์ ระบุว่า คนที่สูบบุหรี่จัดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเพศชาย ประสิทธิภาพของสมองจะเสื่อมเร็วกว่าผู้คนที่ไม่สูบบุหรี่ และจะมีระดับการทำงานของสมองเทียบเท่ากับคนที่แก่กว่า 10 ปี หรืออธิบายได้อย่างง่าย ๆ ว่า หากคุณอายุ 50 ปี และสูบบุหรี่ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองของคุณจะเทียบเท่ากับคนอายุ 60 ปีที่ไม่สูบบุหรี่นั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่อาการสมองเสื่อมจะถามหาผู้สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ถ้าหลอดเลือดในสมองตีบตันมาก ๆ เข้า จนเส้นเลือดในสมองแตก ก็ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิต 

-โรคหัวใจและหลอดเลือด

          บุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว มีการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบลง จนเกิดภาวะหัวใจขาดออกซิเจน เส้นเลือดหัวใจตีบ เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ จะเกิดอาการจุกเสียด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว 




-โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ

          ปอดคืออวัยวะหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากการสูบบุหรี่ โดยจะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จนปอดส่วนใหญ่ถูกทำลาย อาจต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยหายใจตลอดเวลา 

          และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ "โรคมะเร็งปอด" ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ และส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งปอดร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่นี่เอง อาการเริ่มต้นจากอาการไอแห้ง ๆ เป็นเวลานานตามมาด้วยอาการไอเรื้อรัง แต่ในบางคนอาจไม่พบอาการไอเลย มารู้ตัวอีกทีก็ตรวจพบมะเร็งในระยะลุกลามแล้ว ซึ่งผู้ป่วยร้อยละ 90 จะเสียชีวิตใน 1-2 ปีหลังจากเป็นโรค

          นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ระบุว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองก็มีความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 เท่า และหากสูบวันละ 2 ซอง ก็เสี่ยงโรคมะเร็งมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 25 เท่า


-โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ

          ผู้สูบบุหรี่จัด ๆ เสี่ยงต่อโรคกระดูกพุรนด้วย เพราะสารพิษในบุหรี่ โดยเฉพาะ "นิโคติน" จะไปขัดขวางเลือดที่ส่งไปเลี้ยงกระดูก และยังลดการดูดซึมแคลเซียม สิงห์อมควันจึงมีกระดูกเปราะ หักง่าย อีกทั้งยังมีอาการอักเสบของข้อ เอ็นกล้ามเนื้ออาจฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งถ้าเป็นแล้วจะรักษาได้ยากกว่าคนทั่วไป และแผลก็จะหายช้าด้วย

-โรคระบบทางเดินอาหาร

          การสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อ Helicobacter pylori ได้ง่าย ซึ่งเชื้อนี้เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นง่ายกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารเคมีในควันบุหรี่จะไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ และแผลก็หายยากด้วย 
          นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและหลอดอาหาร ยิ่งถ้าผู้สูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งเหล่านี้สูงขึ้นไปอีก


-โรคระบบทางเดินปัสสาวะ

          นิโคตินในบุหรี่จะไปทำลายกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนตัวลง ผู้สูบบุหรี่จึงมีโอกาสกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น เพราะสารพิษสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดและขับถ่ายออกทางกระเพาะปัสสาวะได้ การสูบบุหรี่จึงทำให้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะสัมผัสกับสารก่อมะเร็งโดยตรง





                   ที่มา https://health.kapook.com/view89443.html                    

น้ำยาล้างเล็บ

เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการกวดขันเรื่องการใช้ยาเสพติดที่เป็นสารระเหยเช่น กาว ทินเนอร์ แลคเกอร์ มากขึ้น ทำให้วัยรุ่นที่ติดสารระเหยหันมาใช้ยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บ ซึ่งมีอะซีโตนเป็นองค์ประกอบหลัก หยดใส่สำลีหรือทามือแล้วสูดดมแทน เนื่องจากยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บหาซื้อได้ง่ายกว่าและมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและดำเนินคดียากกว่าการดมกาว หรือ ทินเนอร์ นอกจากนี้การสูดดมอะซีโตนในความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและเกิดการเสพติดได้แช่นเดียวกับสารระเหยทั่วไปค่ะ

น้ำยาล้างเล็บคืออะไร
        ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำยาล้างเล็บคือ อะซีโตน โดย อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่มีสี มีความเป็นพิษต่ำ ระเหยง่าย จึงมักถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมและใช้ในงานด้านเภสัชกรรม โดยอะซีโตนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 80% มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อ                                 




อันตรายจากน้ำยาล้างเล็บ
       
ผลกระทบของสารต่อร่างกาย
      เมื่อสัมผัสอะซีโตน ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ถ้าเป็นการสัมผัสกับอะซีโตนต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ผิวแห้งและเกิดการอักเสบของผิวตามมาเนื่องจาก อะซีโตน เป็นสารที่สามารถละลายไขมัน    ถ้าอะซีโตนเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา
      การสูดดมอะซีโตนจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เยื่อบุจมูกและเยื่อบุทางเดินหายใจ  และทำให้เกิดการกดของระบบประสาทเช่นเดียวกับสารระเหย โดยการกดประสาทของอะซีโตนมีหลายระดับตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมจนถึงการเสพติดทั้งนี้ขึ้นกับ ปริมาณอะซีโตนที่ได้รับโดยถ้าได้รับในปริมาณไม่เกิน574 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร เป็นเวลา 4 ชั่วโมง จะให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ตื่นเต้น หงุดหงิด ถ้าได้รับในปริมาณมากถึง605 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร เป็นเวลา 5.25 ชั่วโมง ระบบประสาทจะถูกกดมากขึ้นและทำให้เกิดอาการหมดแรงอ่อนเพลียและปวดศีรษะ  ถ้าได้รับในปริมาณตั้งแต่ ส่วนต่อล้านส่วน (1210 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) ขึ้นไป เป็นเวลา  6 ชั่วโมง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ และถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณที่สูงมากหรือมากกว่า  29 กรัมต่อลูกบากศก์เมตร จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มึนงง สับสน และหมดสติ






วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

ก้อนดับกลิ่น (Deodorant)


เวลาเปิดประตูบ้าน หรือเปิดประตูห้องใด ห้องหนึ่งเข้าไปภายใน บางคนถึงกับต้องผงะ เพราะกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ บางทีเป็นกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นหลังการปรุงอาหารในห้องครัว กลิ่นเหม็นจากห้องน้ำในบ้าน  คุณแม่บ้านทั้งหลายมักแก้ปัญหาด้วยการนำก้อนดับกลิ่น หรือสเปรย์ดับกลิ่นมาใช้กันค่ะ
ก้อนดับกลิ่นคืออะไร
            มีสารสำคัญที่นิยมใช้ คือ p-dichlorobenzene   ซึ่งตาม  พรบ. วัตถุอันตราย จัดเป็นวัตถุอันตรายประเภท 3  แต่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายเมื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุขที่นำมาใช้เพื่อประโยชน์เพื่อระงับ ป้องกัน ควบคุม ไล่ กำจัดแมลงและสัตว์อื่น หรือเพื่อประโยชน์ในการดับกลิ่น

ผลกระทบของสารต่อร่างกาย
            - เป็นพิษอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ, อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสภาวะแวดล้อมในน้ำและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม.
            - ถ้าหายใจเข้ามากไปทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เซื่องซึม ทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและกดระบบประสาทส่วนกลาง หมดสติ
            - หากกลืนหรือกินเข้าไปทำให้ปวดศีรษะ มีอาการอาเจียน มึนงง ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้
สารที่ทำให้ระคายเคืองต่อตาและผิวหนัง

การปฐมพยาบาล

-เมื่อสูดดมสารในปริมาณมาก

            ถ้าสูดดมเข้าไป, ให้ย้ายผู้ป่วยไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์.  ถ้าไม่หายใจ ให้การช่วยหายใจ  ถ้าหายใจลำบากให้ออกซิเจน

-เมื่อสัมผัสสาร

            ในกรณีที่ถูกผิวหนัง, ให้ล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
ถอดเสื้อและรองเท้าที่เปื้อนสาร  ไปพบแพทย์

-เมื่อสารเข้าตา

            ในกรณีที่เข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำปริมาณมาก เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที   ต้องแน่ใจว่าได้ล้างตาอย่างเพียงพอ โดยใช้นิ้วมือแยกเปลือกตาออกจากกันระหว่างล้าง  ไปพบแพทย์

-เมื่อกลืนกิน

            เมื่อกลืนกิน ให้ใช้น้ำบ้วนปากในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังมีสติอยู่  ไปพบแพทย์

ที่มา http://oldweb.pharm.su.ac.th/chemistry-in-life/d040.html


น้ำยายืดผม



        ปัจจุบันเครื่องสำอางมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน การยืดผมถาวรเพื่อความเป็นระเบียบของเส้นผม เส้นผมตรง ไม่เสียเวลาในการจัดแต่งทรงผม เป่าหรือไดร์หลังสระ กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามอันตรายที่เกิดจากเครื่องสำอางก็อาจพบได้บ้างถึงแม้จะพบน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณ และจำนวนคนที่ใช้ค่ะ

น้ำยายืดผมคืออะไร
      การยืดผม  การเปลี่ยนสภาพเส้นผมให้มีความเรียบตรงโดยถาวร ในช่วงเวลาหนึ่ง  (ช่วงเดือน หรือปี สำหรับการยืดขั้นเทพ)      ใช้นำยาสำหรับยืดผมทาลงบนเส้นผม  เพื่อให้เมเลกุล และโครงสร้างของเส้นผมสามารถยืดยุ่นเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้  จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทำให้ผมเรียบตรงด้วยวิธีต่างๆ ก่อนที่จะบล็อกสภาพเส้นผมให้อยู่ในลักษณะนั้น ด้วยการทาน้ำยาโกรกเพื่อหยุดการทำงานของน้ำยายืดที่ทาในขั้นตอนแรก

ผลกระทบของสารต่อร่างกาย

      เนื่องจากมีความเป็นด่างสูง จึงไม่สามารถใช้วิธีที่เรียกว่า Patch Test ซึ่งเป็นวิธีการทดสอบการแพ้ที่ผิวหนังก่อนการใช้สารได้ สารนี้ทำให้เกิดระคายเคืองเป็นผื่นแพ้เมื่อสัมผัสผิวหนัง (contact dermatitis) ซึ่งมักเกิดเมื่อใช้ในปริมาณที่มีความเข้มข้นเกินขนาดหรือใช้เป็นเวลานานพอสมควร เป็นพิษหากเข้าตา ดังนั้นจึงต้องป้องกันการสัมผัสกับสารละลายนี้ที่ผิวหนังและตาในทุกกรณี อาการแพ้ที่พบ ได้แก่ ผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ แสบร้อน หากโดนตาทำให้เยื่อบุตาอักเสบ ตาบวม หากสูดดมทำให้ไอ จาม วิงเวียนและหายใจไม่ออก 





วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560

น้ำยาเช็ดกระจก



                  น้ำยาเช็ดกระจกจัดอยู่ในผลิตภัณฑ์ซักล้าง จึงมีสารลดแรงตึงผิวเป็นองค์ประกอบหลักผสมกับสารเคมีที่ใช้เป็นตัวทำละลาย ซึ่งแต่ละยี่ห้อมีส่วนผสมหลักคล้ายคลึงกัน 


น้ำยาเช็ดกระจกคืออะไร
       น้ำยาทำความสะอาดสารพัดประโยชน์และน้ำยาเช็ดกระจกหลายยี่ห้อมีแอมโมเนียเป็นส่วนผสม แอมโมเนียมีฤทธิ์เป็นด่างและสามารถกัดกร่อน มีสูตรเคมีคือ NH3 ซึ่งปกติจะอยู่ในสถานะก๊าซไม่มีสีที่มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว แต่เมื่อละลายน้ำจะอยู่ในรูปสารละลายของแอมโมเนียมไฮดรอกไซด์ (NH4OH) อย่างไรก็ตามแอมโมเนียสามารถระเหยออกมาเป็นก๊าซและอาจเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจและดวงตาได้ โดยทั่วไปความเข้มข้นของแอมโมเนียในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือนอยู่ระหว่าง 5 – 10 % น้ำหนักต่อปริมาตร

ผลกระทบของสารต่อร่างกาย


       -ผลจากการสูดดม : หากได้รับในปริมาณไม่มากอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง แสบจมูกและลำคอ ไอหรือจาม แต่ถ้า
ได้รับในปริมาณที่สูงขึ้นอาจถึงขั้นหายใจผิดปกติ น้ำคั่งในปอดและอาจนำไปสู่การอุดตันของทางเดินหายใจได้ เด็กที่สัมผัส
ก๊าซแอมโมเนียในปริมาณเท่ากับผู้ใหญ่อาจจะได้รับผลกระทบจากแอมโมเนียมากกว่าผู้ใหญ่และอาจทำให้มีอาการที่รุนแรงกว่า เนื่องจากเด็กมีพื้นที่ผิวของปอดที่จะสัมผัสกับแอมโมเนียมากกว่าผู้ใหญ่   
    -ผลเมื่อเข้าตา : แอมโมเนียสามารถซึมซาบเข้าสู่ดวงตาและเป็นอันตรายได้มากกว่าด่างชนิดอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนียเข้าตาโดยตรงหรืออาจเป็นไอของแอมโมเนียแม้ในปริมาณต่ำ (100 ส่วนในล้านส่วน) จะทำให้เกิดการระคายเคือง เปลือกตาปิด และเป็นอันตรายต่อกระจกตาได้ หากได้รับแอมโมเนียในปริมาณมาก ๆ อาจถึงขั้นตาบอดชั่วคราวหรือถาวรได้  
     -ผลจากการสัมผัสทางผิวหนัง : ทำให้เกิดการระคายเคืองและผิวหนังอักเสบและไหม้ ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับความแรงของแอมโมเนีย ระยะเวลาที่สัมผัส  
 -ผลเมื่อรับประทานเข้าไป : ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และในบางรายมีอาการไหม้ของปาก คอหอย หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ผลเมื่อรับประทานเข้าไป :



ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนียเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่มีคลอรีนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำยาฟอกขาวโดยเด็ดขาด เนื่องจากจะเกิดปฏิกิริยาได้ก๊าซคลอรามีน (chloramine) ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากต่อระบบทางเดินหายใจ รวมถึงไฮดราซีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนีย หากคุณหรือคนในครอบครัวเป็นโรคหอบหืด เนื่องจากมีโอกาสได้รับผลกระทบจากแอมโมเนียมากกว่าคนปกติ ระบายอากาศในห้องหรือบริเวณที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีแอมโมเนียด้วยการเปิดหน้าต่าง หรือใช้พัดลมเป่า
  • ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์เปล่าที่ใช้หมดแล้วสามารถทิ้งลงในถังขยะได้ แต่หากจำเป็นต้องทิ้งผลิตภัณฑ์ที่ยังใช้ไม่หมดด้วยให้เจือจางด้วยน้ำปริมาณมากก่อนทิ้งภาชนะ

ที่มา http://oldweb.pharm.su.ac.th/chemistry-in-life/d030.htm


น้ำยาทำความสะอาดพื้น





            น้ำยาทำความสะอาดพื้นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยมีผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ ส่วนประกอบสำคัญซึ่งมีบทบาทในการชำระล้างคราบมันสกปรกคือสารลดแรงตึงผิว (surfactant) นอกจากนี้ยังมีการเติมสารอื่น ๆ และสารปรุงแต่ง ได้แก่ สารขจัดคราบ สารให้กลิ่นหอม และ สี เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีประสิทธิภาพดีและน่าใช้มากยิ่งขึ้นค่ะ



น้ำยาทำความสะอาดพื้นคืออะไร


น้ำยาล้างห้องน้ำ หมายถึง น้ำยาทำความสะอาดที่ประกอบด้วยกรด และสารลดแรงตึงผิวที่ใช้สำหรับทำความสะอาด และขจัดคราบสกปรกในห้องน้ำ 
เนื่องด้วยปัจจุบัน ห้องน้ำหรือห้องสุขาของทุกบ้านเรือนจะจะก่อสร้างขึ้นจากปูนซีเมนต์ และมักปูพื้นด้วยกระเบื้อง ซึ่งวัสดุเหล่านี้ เมื่อสัมผัสกับน้ำเป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดคราบสกปรกเกิดขึ้น หากปล่อยคราบไว้นานมักขัดทำความสะอาดยาก ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์สารเคมีที่สามารถช่วยขจัดคราบเหล่านั้นให้ง่ายขึ้น หรือมักเรียกทั่วไปว่า น้ำยาล้างห้องน้ำ นั่นเอง



ผลกระทบของสารต่อร่างกาย

            น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มี NPE เป็นส่วนผสม หากใช้ในปริมาณและความเข้มข้นที่เหมาะสมตามฉลากแนะนำจัดเป็นสารที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว ความรุนแรงของการเกิดพิษขึ้นกับความเข้มข้น ปริมาณที่ได้รับ และทางที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย
            มีรายงานความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสาร NPE เช่น หากรับประทาน สูดดม หรือสัมผัสกับผิวหนังที่ความเข้มข้นสูง ๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร ตา และผิวหนังอย่างรุนแรง มีอาการไอ วิงเวียน หายใจหอบถี่ อาเจียน
            จากการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่าปริมาณสารต่ำสุดที่ทำให้หนูทดลองตายร้อยละ 50 อยู่ที่ประมาณ 1650 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม

ข้อควรระวัง
            ควรระวังการสัมผัสโดยตรงกับน้ำยาทำความสะอาดพื้นที่ยังมิได้ผ่านการผสมน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้บ้าง น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีสารกลุ่มนี้ผสมอาจมีอยู่ในสัดส่วนประมาณไม่เกินร้อยละ 3 แต่ในกรณีที่มีสารอื่นผสมในผลิตภัณฑ์นั้นด้วย เช่น กรด ด่าง สารลดแรงตึงผิวชนิดประจุบวก อาจเพิ่มความรุนแรงของอาการระคายเคืองมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะหากมีการกระเด็นเข้าตา ผู้ใช้ควรปฏิบัติให้ถูกต้องตามวิธี ข้อบ่งใช้ ข้อควรระวังและคำเตือนตามที่ระบุไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์
            นอกจากนี้เนื่องจากสาร NPE มีรายงานความเป็นพิษในสัตว์ชนิดต่าง ๆ เช่น แมลง สัตว์และพืชน้ำหลายชนิด มีการสะสมตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงห้ามทิ้งขวดบรรจุภัณฑ์โดยตรงลงในแหล่งน้ำสาธารณะ





ที่มา http://oldweb.pharm.su.ac.th/chemistry-in-life/d030.htm

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ชอล์กขีดกำจัดแมลง


ชอล์กกำจัดเเมลงหลายๆบ้านคงจะมีติดบ้านไว้กำจัดมด เเมลง กันค่ะถ้าหากใช้ไม่ระวังอาจส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ค่ะ

ชอล์กขีดกำจัดแมลงคืออะไร

 ชอล์กขีดกำจัดแมลงคลาน เป็นยาฆ่าแมลง (insecticide) ที่นิยมใช้กันมากในครัวเรือน ออกฤทธิ์กำจัดแมลงคลาน เช่น มด แมลงสาบ และปลวก โดยใช้ขีดตาม มุมห้อง รอบขาตู้อาหาร และรอบถังขยะ เป็นต้น สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ฆ่าแมลง คือ deltamethrin ยาฆ่าแมลงชนิดนี้นอกจากจะเป็นส่วนประกอบสำคัญในชอล์กขีดกำจัดแมลงคลานแล้ว ยังพบว่าในบางประเทศได้นำมาพัฒนาใช้เป็นยาสำหรับฆ่าแมลงชนิดอื่น เช่น Anopheles albimanus และ Leishmania infantum เป็นต้น deltamethrin จัดเป็นยาฆ่าแมลงในกลุ่ม pyrethroids ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นด้วยปฏิกิริยาเคมี ซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อประสาท (neurotoxic) และเป็นพิษต่อภูมิคุ้มกัน (immunotoxic) ในที่นี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา ข้อควรระวัง และวิธีแก้พิษเบื้องต้น ของ deltamethrin ในชอล์กขีดกำจัดแมลงคลาน ข้อมูลทางเคมี ความเป็นพิษ การเก็บรักษา การปฐมพยาบาล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ของ deltamethrin รวมทั้งงานวิจัยเกี่ยวกับการนำ deltamethrin ไปใช้ประโยชน์ในแง่อื่น ๆ
ผลกระทบของสารต่อร่างกาย

       
-การสัมผัสทางหายใจ

          การหายใจเข้าไปจะทำให้เกิดการระคายเคืองในทางเดินหายใจ ถ้าความเข้มข้นสูงมากจะทำลายเยื่อบุเมือกทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ เกิดอาการหายใจถี่รัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน

-การสัมผัสทางผิวหนัง

          การสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังอย่างรุนแรง สารนี้สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่ร่างกายได้

-การกินหรือกลืนเข้าไป

          การกลืนหรือกินเข้าไปจะทำให้เกิดความระคายเคืองในทางเดินอาหาร เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาจถึงชีวิตได้

-การสัมผัสถูกตา

          การสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา ทำให้ตาแดง เจ็บตา และน้ำตาไหล

-การก่อมะเร็งและความผิดปกติอื่น ๆ

          สารนี้ไม่ถูกจัดอยู่ในบัญชีสารก่อมะเร็งของ NTP, IARC หรือ IEPA แต่สารนี้ทำลายปอด ทรวงอก ระบบหายใจ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ทางเดินอาหาร และเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์

-ความคงตัวและการเกิดปฏิกิริยา

          สารที่เข้ากันไม่ได้ คือ สารออกซิไดซ์ (oxidizing agent) ที่รุนแรงสารเคมีอันตรายที่เกิดจากการสลายตัว ได้แก่ ควันหรือก๊าซที่เป็นพิษของคาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และไฮโดรเจนโบรไมด์ อันตรายจากการเกิดปฏิกิริยาพอลิเมอร์จะไม่เกิดขึ้น




หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ สมัยนี้ อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดกันไป ซื้อหลอดไฟยังเลือกหลอดประหยัดไฟเลยค่ะ แต่ระวังให้ดีนะคะ หลอดประหยัดไฟ (...