วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560


สารเคมีไล่แมลง



       N,N-diethyl-m-toluamide หรือชื่อเรียกโดยทั่วไปว่า DEET จัดเป็นสารเคมีที่ใช้ไล่แมลง โดยเฉพาะยุง ชนิดทาหรือพ่นลงบนผิวหนังของผู้ใช้ DEET ถูกพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดยกองทัพสหรัฐอเมริกาสำหรับทหารที่ต้องสู้รบในป่าเพื่อป้องกันแมลงกัดต่อยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันมีการใช้ DEET อย่างแพร่หลายในผลิตภัณฑ์สำหรับไล่ยุงในรูปแบบต่างๆ เช่น โลชัน ครีม เจล สเปรย์ ในปริมาณความเข้มข้นระหว่าง 4-100% 




ความเป็นพิษ

          หากผู้ใช้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้บนฉลากแล้ว DEET จัดว่ามีพิษน้อยต่อผู้ใช้ โดยอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ต่อตา หรือผิวหนัง เป็นต้น  หากได้รับ DEET ในปริมาณมาก (40-95%) โดยการกินเข้าไป อาจทำให้เกิดการกดประสาทส่วนกลาง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการความดันโลหิตต่ำ และชักได้




Arsenic หรือสารหนู 





เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นสารก่อมะเร็ง ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งปอด และก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้อีกหลายอย่าง รวมทั้งทำให้เกิดปัญหากับต่อมไร้ท่อ รบกวนการทำงานของเอสโตรเจร โปรเจสเตอโรน รวมทั้งฮอร์โมนเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญอาหาร และระบบภูมิคุ้มกันโรค สารหนูนี้ มีอยู่ทั้งในน้ำและอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์ และผลไม้อย่างแอปเปิล และองุ่น ที่อยู่ในฟาร์มซึ่งไม่มีคุณภาพ ดังนั้น แนวทางในการหลีกเลี่ยงก็คือ กรองน้ำผ่านระบบการกรองที่ได้มาตราฐาน เลือกรับประทานอาหารจากแหล่งผลิตที่มีคุณภาพ หรืออาหารออแกนนิค

สารหนูคืออะไร

สารหนูเป็นแร่ธาตุที่พบในธรรมชาติคือ ในดิน ถ่านหิน และในน้ำ โดยปะปนอยู่กับแร่อื่น เช่น ดีบุก วุลแฟรม อลูมิเนียม  มนุษย์นำสารหนูมาใช้เป็นเวลานานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรีกและโรมัน โดยนำมาใช้เป็นยารักษาโรค ต่อมาเมื่อมีความรู้มากขึ้นก็นำมาใช้ในอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ทางอุตสาหกรรมใช้ในอุตสาหกรรมผลิตแก้วและกระจก อุตสาหกรรมป่าไม้  โดยผสมในยารักษาเนื้อไม้กำจัดเชื้อราและใช้เป็นปุ๋ยทางเกษตรกรรมใช้เป็นยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช และยาเบื่อหนู ส่วนในรูปของยารักษาโรค เคยใช้กันแพร่หลายในสมัยต้นศตวรรษที่ ๑๙ โดยใช้รักษาโรคผิวหนังชนิดเรื้อรังและโรคหืด โดยทำเป็นยาน้ำมีชื่อเป็นที่รู้จักว่า “น้ำยาฟาวเร่อ” ใช้กิน ยาโอซาลวาซานรักษาซิฟิลิสและคุดทะราด ต่อมาพบว่าผู้ที่ได้รับยาดังกล่าวเกิดมีอาการแทรกซ้อนขึ้นเนื่องจากพิษสารหนู  ความนิยมในการใช้ยาที่ผสมสารหนูจึงน้อยลงทุกทีจนเลิกไปในที่สุด จะมีที่ใช้อยู่บ้างก็เป็นส่วนผสมในยาแผนโบราณที่เรียกว่า ยาต้ม ยาหม้อ ทั้งหมอไทยและหมอจีนแผนโบราณยังนิยมผสมสารหนูลงไปในยาต้มครอบจักรวาลโดยอ้างสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง รักษาโรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านยังมีความเชื่อว่าแพทย์แผนโบราณอาจช่วยให้โรคเหล่านี้หายขาดได้ เนื่องจากสารหนูมีสรรพคุณลดอาการอักเสบได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้รับเข้าไปในตอนต้นๆ อาการของโรคจะดีขึ้น อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร ผู้ที่ได้รับยาที่ผสมสารหนูเข้าไปเมื่อเห็นว่าโรคทุเลาลง อาการดีขึ้น ก็เข้าใจว่ายาดี แล้วกินต่อไปอีกด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์


อาการพิษจากสารหนูเกิดได้ในสองกรณีคือ
  • อาการเป็นพิษแบบเฉียบพลัน
  • อาการเป็นพิษเรื้อรัง
อาการพิษเฉียบพลันจะพบเมื่อผู้ป่วยได้รับสารหนูขนาดสูงเพียงครั้งเดียว เช่น กินยาผิดหรือในรายที่ใช้ยาเบื่อหนูหรือยาฆ่าแมลงเป็นยาฆ่าตัวตาย โดยการดื่มเข้าไปเป็นปริมาณมาก กรณีเช่นนี้จะเกิดอาการร้อนปาก ร้อนท้อง ปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก ความดันโลหิตตก เม็ดเลือดแดงแตกจนไตวาย หมดสติ และถึงแก่ชีวิตได้ ถ้าไม่เสียชีวิตในเวลาสั้นก็อาจพบอาการทางผิวหนัง เป็นแผลพุพองลอกเป็นแผ่นทั่วตัว มีผมร่วงจนหมดศีรษะในเวลาต่อมา

ส่วนอาการเป็นพิษเรื้อรังพบบ่อยกว่าชนิดเฉียบพลันเพราะไม่ใช่อุบัติเหตุแต่ค่อยๆเป็น โดยผู้ที่ได้รับสารพิษไม่รู้สึกตัวและกว่าจะเกิดอาการหลังจากได้รับยาเป็นเวลานานมาแล้ว  อาจนานถึง ๕-๑o ปี บางครั้งผู้ป่วยเองแทบไม่เชื่อว่าโรคที่เกิดขึ้นเป็นผลจากยาซึ่งเคยกินมาเมื่อ ๑o ปีก่อน แล้วเพิ่งจะมาออกฤทธิ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ อาการพิษเกิดได้กับอวัยวะและตับ ระบบไต ระบบประสาท  และผิวหนัง เนื่องจากผิวหนังเป็นอวัยวะที่ผู้ป่วยเห็นได้ด้วยตัวเองก่อนอาการอื่น จึงเป็นส่วนสำคัญที่นำผู้ป่วยมาหาแพทย์หรือแพทย์ตรวจพบเมื่อผู้ป่วยมาหาด้วยอาการทางระบบอื่น กล่าวคือ ผิวหนังของผู้ได้รับพิษสารหนูเรื้อรังจะเกิดผิวสีคล้ำลงเป็นสีดำ มีหน้าดำ มีจุดดำขึ้นตามฝ่ามือและลำตัว ลักษณะของจุดดำกระจายทั่วไปมีสลับด้วยจุดขาว ทำให้เห็นผิวดำๆด่างๆ ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าจะมีตุ่มแข็งๆ เกิดขึ้นเนื่องจากเซลล์ที่ผิวหนังหนาตัวขึ้น ตุ่มนูนเหล่านี้เริ่มเป็นใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาขยายขนาดโตขึ้นหลายๆตุ่ม อาจรวมกันเป็นปื้นใหญ่แข็งและหนา เป็นสีน้ำตาล ตุ่มเหล่านี้ต่อไปอาจมีการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งของผิวหนัง ขณะเดียวกันมะเร็งผิวหนังก็อาจเกิดขึ้นบริเวณลำตัวที่ด่างดำได้อีกด้วย สำหรับอาการทางระบบอื่นได้แก่ ร่างกายทรุดโทรม ผอม ซีด เบื่ออาการ อ่อนเพลีย มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า อาการรุนแรงขั้นต่อไปคือเกิดเป็นมะเร็งของอวัยวะภายใน เช่น หลอดลม ปอด กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ

                                        ที่มา https://www.doctor.or.th/article/detail/3952

อะฟลาท็อกซิน สารปนเปื้อนในอาหาร






          องค์การอนามัยโลก จัดให้สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะว่าปริมาณของอะฟลาท็อกซินเพียง 1 ไมโครกรัม ก็สามารถทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรีย และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้หากได้รับอย่างต่อเนื่อง ความเป็นพิษของสารอะฟลาท็อกซินบี 1 จะมีพิษสูงสุด รองลงมาได้แก่ บี 2 จี 1 และ จี 2 ตามลำดับ อะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ตับและอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไต ระบบหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบภูมิคุ้มกัน 

  อะฟลาท็อกซินคืออะไร
         อะฟลาท็อกซิน เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่มักพบปนเปื้อนอยู่ในอาหารจำพวกถั่วลิสง ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ เมล็ดฝ้าย ข้าวฟ่าง และมันสำปะหลัง เป็นต้น อะฟลาท็อกซินเป็นสารเคมีที่สร้างขึ้นจากเชื้อรา ซึ่งมีสีเขียวแกม หรือสีเหลืองอ่อน สารอะฟลาท็อกซินที่ตรวจพบในธรรมชาติมี  4  ชนิดคืออะฟลาท็อกซินบี 1 บี 2 จี 1 และ จี 2 โดยเชื้อ Asp. flavus ผลิตสารอะฟลาท็อกซินบี 1 และ บี 2 และเชื้อ Asp. parasiticus ผลิตอะฟลาท็อกซินบี 1 บี 2 จี 1 และ จี 2 เชื้อราทั้ง 2 ชนิดนี้พบได้ทั่วไปในอาหาร และผลผลิตทางการเกษตร โดยเชื้อราชนิดนี้เติบโตได้ดีในอากาศร้อน และมีความชื้นอยู่ด้วย อะฟลาท็อกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งตับในสัตว์ทดลองหลายชนิด โดยพบว่าอะฟลาท็อกซินก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่โรคมะเร็งตับ และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับในมนุษย์ จากการเปรียบเทียบความรุนแรงของสารพิษจากเชื้อราขององค์การอนามัยโลก พบว่าอะฟลาท็อกซินจัดอยู่ในระดับรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะชนิดบี 1 จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์และเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ และจากการศึกษาในประเทศจีนและแอฟริกา พบว่าผู้ที่ตรวจพบอะฟลาท็อกซินในปัสสาวะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง 3.8 เท่า และถ้ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ด้วย ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 12.5 เท่า แสดงว่าอะฟลาท็อกซินมีความสัมพันธ์กับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และเชื่อว่าไวรัสตับอักเสบบี เป็นตัวนำของการเกิดมะเร็งตับ และอะฟลาท็อกซินเป็นตัวเสริมในขั้นตอนสุดท้าย



ความเป็นพิษของอะฟลาท็อกซิน

          พิษของสารอะฟลาท็อกซินแบบเฉียบพลันนั้นมักเกิดในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่อาการที่เกิดจากสารอะฟลาท็อกซินในเด็ก คล้ายคลึงกับอาการของเด็กที่เป็น Reye’s syndrome คือ มีอาการชักและหมดสติได้ เนื่องจากมีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หัวใจ และปอด บางครั้งมีการตรวจพบสารอะฟลาท็อกซินในตับผู้ป่วยด้วย สำหรับในผู้ใหญ่หากได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม นอกจากนั้นการที่ร่างกายได้รับสารพิษอะฟลาท็อกซินเป็นประจำยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ การเกิดไขมันมากในตับ และพังพืดในตับ สำหรับอาการที่แสดงออกเมื่อสัตว์ต่าง ๆ เช่น ไก่ หมู วัว ได้รับอะฟลาท็อกซิน คือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด มีน้ำไหลออกจากจมูก ดีซ่าน ตกเลือดตาย
          ความเป็นพิษของสารอะฟลาท็อกซินจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ ปริมาณที่ได้รับ และความถี่ที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย, อายุ และเพศ, การทำงานของเอนไซม์ในตับของแต่ละบุคคล รวมถึงภาวะทางโภชนาการอื่น ๆ เช่น อาหารที่รับประทานหรือการได้รับการรักษาด้วยยาบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเมแทบอลิซึมของอะฟลาท็อกซิน


อาหารที่พบการปนเปื้อนของสารอะฟลาท็อกซิน

          อาหารที่จำหน่ายในปัจจุบันนี้ที่มักพบว่ามีการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซิน ได้แก่ อาหารจำพวกแป้ง  และผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น  แป้งข้าวสาลี แป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง แป้งท้าวยายม่อม อาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วลิสง เช่น ถั่วลิสงคั่วที่ใช้ปรุงอาหาร เนยถั่วลิสง กากถั่วลิสง น้ำมันถั่วลิสง นอกจากนั้นยังพบปนเปื้อนอยู่ในข้าวโพด มันสำปะหลัง อาหารแห้ง เช่น ผัก ผลไม้อบแห้ง ปลาแห้ง กุ้งแห้ง เนื้อมะพร้าวแห้ง พริกแห้ง พริกไทย งา เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ และถั่วอื่นๆ อะฟลาท็อกซินบี 1 มีความสำคัญมากที่สุดสำหรับประเทศที่มีอากาศร้อนและชื้นเช่นประเทศไทย ตรวจพบบ่อยในอาหารประเภทพืชน้ำมันโดยเฉพาะถั่วลิสง ข้าวโพด งา เครื่องเทศ และอาหารแห้งอื่นๆ
          อะฟลาท็อกซินมักปนเปื้อนในถั่วลิสง ข้าวโพด และผลิตผลทางการเกษตร ปริมาณการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซินในผลิตผลทางการเกษตรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องต่อรองราคาในการซื้อขายผลิตผลดังกล่าว ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ทำให้แต่ละประเทศกำหนดค่าการปนเปื้อนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ เช่น ประเทศไทย (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 พ.ศ.2529) กำหนดให้มีการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซินได้ไม่เกิน 20 พีพีบี (20  ส่วนในพันล้านส่วน) หรือ 20 ไมโครกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ส่วนประเทศอื่นๆ กำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน  5-30 พีพีบี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานในแต่ละประเทศ เพื่อดูแลสุขภาพอนามัยของผู้บริโภค
          นอกจากนี้พบว่ามีการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซินในนมสดยูเอชทีและนมสดพาสเจอร์ไรส์ ซึ่งคาดว่าอาจปนเปื้อนมากับอาหารสัตว์ที่วัวกินเข้าไป จากการวิเคราะห์ปริมาณอะฟลาท็อกซินจากตัวอย่างที่สุ่มตรวจของสถาบันอาหาร พบว่ามีระดับอะฟลาท็อกซินตั้งแต่ 0.091 ไปจนถึง 0.837 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ระดับมาตรฐานที่สำนักงานอาหารและยาสหรัฐอเมริกากำหนดให้มีได้ในนมคือ 0.50 นาโนกรัม แต่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปกำหนดไว้เพียง 0.05 นาโนกรัม)



 น้ำอัดลม 




 น้ำอัดลม เครื่องดื่มยอดฮิตสุดโปรดของใครหลาย ๆ คน ที่มักจะชอบดื่มเวลาที่รู้สึกกระหาย โดยให้เหตุผลว่าดื่มน้ำอัดลมแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น คลายร้อนได้ ซึ่งเชื่อว่าคนมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่รู้ว่าเจ้าน้ำอัดลมนั้นไม่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะทำให้เกิดโรคอ้วน หรือเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากโรคเหล่านี้แล้ว การดื่มน้ำอัดลมก็ทำให้เสี่ยงกับโรคมะเร็งหลากหลายชนิดได้เช่นกันอย่างที่วันนี้เราจะพาทุกท่านไปดูโทษของน้ำอัดลมที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ จะมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วทำให้เสี่ยงโรคมะเร็งชนิดใดบ้าง ไม่อยากให้สุขภาพพังต้องอ่านค่ะ

ผลกระทบต่อร่างกาย

1. ร่างกายขาดสารอาหาร
เวลาที่เราดื่มน้ำอัดลมจะทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยอยากทานอาหารหรือทานได้น้อยลง เนื่องจากน้ำอัดลมมีแก๊ซภายในปริมาณมากจึงทำให้เรารู้สึกอิ่ม จุกเสียดแน่นท้อง หากเด็กคนไหนติดน้ำอัดลมหนักก็จะทำให้ไม่อยากกินข้าวจนร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดสารอาหารตามมาได้นั่นเอง
2. กระดูกและฟันผุกร่อน
เพราะความหวานที่มีอยู่ในน้ำอัดลมมีปริมาณสูงซึ่งเป็นตัวการที่ให้ฟันเราผุได้ เนื่องจากกรดคาร์บอนิกที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำลายสารเคลือบฟัน และนอกจากสภาพฟันจะสึกกร่อนลงได้แล้ว ยังทำให้กระดูกของเราผุกร่อนตามอีกด้วย ในสตรีวัยทองจึงง่ายต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง
3. เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลายชนิด
การที่เราดื่มน้ำอัดลมนานๆ ครั้งอาจจะไม่เป็นอะไรมากนัก แต่หากติดดื่มเป็นประจำมากเกินไปก็ย่อมส่งผลให้เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานตามมาได้ ทั้งยังทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่อเข้าสู่วัยทองได้ง่ายอีกด้วย
4. ระบบย่อยอาหารไม่ดีการดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป ก๊าซที่มีในน้ำอัดลมจะเข้าไปทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แน่นและจุกเสียดท้องตามมา ส่งผลให้มีอาการปวดท้องและสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะยิ่งไม่ควรดื่มอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้อาการของโรคเป็นหนักขึ้น
5. ทำให้นอนไม่หลับ
ปกติแล้ว คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้เรานอนไม่หลับจริงมั้ยคะ แต่หากเราดื่มน้ำอัดลมซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามันมีปริมาณคาเฟอีนสูงมากไม่น้อยเช่นกัน หากดื่มในเวลาใกล้จะนอนหรือตอนกลางคืน คาเฟอีนจากน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า สดชื่นได้เช่นเดียวกัน ส่งผลให้เรานอนหลับยากไปด้วยนั่นเอง



อันตรายจากน้ำอัดลม




โทษของบุหรี่




        โทษของบุหรี่ ทำเสี่ยงสารพัดโรค ยิ่งสูบมากก็ยิ่งตายไว แล้วพิษภัยอะไรบ้างที่สิงห์อมควันต้องเผชิญ รีบอ่าน รีบดับบุหรี่ในมือ 

          ใคร ๆ ก็รู้ว่า "บุหรี่" มีพิษภัยร้ายแรงขนาดไหน แต่สิงห์อมควันหลายคนก็อ้างว่าพยายามเท่าไรก็ "เลิกไม่ได้" เสียที ถ้าใครเป็นหนึ่งในนั้น เราอยากให้คุณลองพยายามดูใหม่ เพราะองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในควันบุหรี่ เต็มไปด้วย นิโคติน (สารเสพติด), สารเคมี 7,000 ชนิด, สารพิษ มากกว่า 250 ชนิด และสารก่อมะเร็ง มากกว่า 70 ชนิด ยิ่งสูบบุหรี่นานเท่าไร คุณก็ยิ่งเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่บั่นทอนชีวิตของคุณให้สั้นลง ไม่ต่างจากไฟของบุหรี่ที่ค่อยมอด ๆ ลงเมื่อสูบไปนาน ๆ เลย

          วันนี้ ขอนำข้อมูลมาย้ำให้ฟังกันชัด ๆ อีกครั้งว่า โทษของบุหรี่ ทำให้เกิดอาการและโรคอะไรได้บ้าง อ่านแล้วอาจจะช่วยกระตุ้นเตือนให้รู้สึกอยากเลิกบุหรี่เพื่อเป็นของขวัญให้กับชีวิตอีกสักครั้ง




ผลกระทบต่อร่างกาย

-มีโอกาสตคาบอดถาวร

          ฟังดูอาจจะสงสัย แต่ขอบอกว่า การสูบบุหรี่มีโอกาสทำให้ตาบอดได้จริง เพราะผู้สูบบุหรี่จะเป็นต้อกระจกได้เร็วกว่าคนทั่วไป เนื่องจากสารพิษจะเร่งให้เลนส์ตาที่อยู่ข้างในลูกตาขุ่นมัว และเริ่มขุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลาที่สูบ จนเกิดเป็นภาวะต้อกระจก หากไม่ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ก็จะตาบอด 

          นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดเลี้ยงจอเรตินาหรือจอประสาทตาตีบตันได้ ซึ่งจะส่งผลให้เซลล์ประสาทของจอประสาทตาขาดเลือดและตายไป ทำให้ตาบอดถาวร ไม่สามารถรับภาพหรือแสงได้


-หลอดเลือดสมองตีบ-แตก-ตัน   

          สารพิษอันน่ากลัวในควันบุหรี่จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบ แตก ตัน ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับหลอดเลือดส่วนที่ไปเลี้ยงสมอง ก็จะทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม โดยมีงานวิจัยจากสถาบันอุดมศึกษาในลอนดอน ที่เคยลงตีพิมพ์ในเว็บไซต์เอบีซีนิวส์ ระบุว่า คนที่สูบบุหรี่จัดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเพศชาย ประสิทธิภาพของสมองจะเสื่อมเร็วกว่าผู้คนที่ไม่สูบบุหรี่ และจะมีระดับการทำงานของสมองเทียบเท่ากับคนที่แก่กว่า 10 ปี หรืออธิบายได้อย่างง่าย ๆ ว่า หากคุณอายุ 50 ปี และสูบบุหรี่ ประสิทธิภาพการทำงานของสมองของคุณจะเทียบเท่ากับคนอายุ 60 ปีที่ไม่สูบบุหรี่นั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่อาการสมองเสื่อมจะถามหาผู้สูบบุหรี่เท่านั้น แต่ถ้าหลอดเลือดในสมองตีบตันมาก ๆ เข้า จนเส้นเลือดในสมองแตก ก็ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทุกข์ทรมานไปทั้งชีวิต 

-โรคหัวใจและหลอดเลือด

          บุหรี่จะทำให้หลอดเลือดหัวใจหดตัว มีการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบลง จนเกิดภาวะหัวใจขาดออกซิเจน เส้นเลือดหัวใจตีบ เมื่อเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ จะเกิดอาการจุกเสียด เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกาย มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว 




-โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ

          ปอดคืออวัยวะหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ จากการสูบบุหรี่ โดยจะทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จนปอดส่วนใหญ่ถูกทำลาย อาจต้องใช้เครื่องออกซิเจนช่วยหายใจตลอดเวลา 

          และที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ "โรคมะเร็งปอด" ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับต้น ๆ และส่วนใหญ่แล้ว ผู้ป่วยมะเร็งปอดร้อยละ 90 มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่นี่เอง อาการเริ่มต้นจากอาการไอแห้ง ๆ เป็นเวลานานตามมาด้วยอาการไอเรื้อรัง แต่ในบางคนอาจไม่พบอาการไอเลย มารู้ตัวอีกทีก็ตรวจพบมะเร็งในระยะลุกลามแล้ว ซึ่งผู้ป่วยร้อยละ 90 จะเสียชีวิตใน 1-2 ปีหลังจากเป็นโรค

          นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ ระบุว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เพียงวันละ 1 ซองก็มีความเสี่ยงโรคมะเร็งปอดมากกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ถึง 10 เท่า และหากสูบวันละ 2 ซอง ก็เสี่ยงโรคมะเร็งมากกว่าคนไม่สูบบุหรี่ถึง 25 เท่า


-โรคเกี่ยวกับกระดูกและกล้ามเนื้อ

          ผู้สูบบุหรี่จัด ๆ เสี่ยงต่อโรคกระดูกพุรนด้วย เพราะสารพิษในบุหรี่ โดยเฉพาะ "นิโคติน" จะไปขัดขวางเลือดที่ส่งไปเลี้ยงกระดูก และยังลดการดูดซึมแคลเซียม สิงห์อมควันจึงมีกระดูกเปราะ หักง่าย อีกทั้งยังมีอาการอักเสบของข้อ เอ็นกล้ามเนื้ออาจฉีกขาดได้ง่าย ซึ่งถ้าเป็นแล้วจะรักษาได้ยากกว่าคนทั่วไป และแผลก็จะหายช้าด้วย

-โรคระบบทางเดินอาหาร

          การสูบบุหรี่ทำให้ติดเชื้อ Helicobacter pylori ได้ง่าย ซึ่งเชื้อนี้เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะอาหาร ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำจะมีโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นง่ายกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ เพราะสารเคมีในควันบุหรี่จะไปกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งน้ำย่อยออกมามากกว่าปกติ และแผลก็หายยากด้วย 
          นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปากและหลอดอาหาร ยิ่งถ้าผู้สูบบุหรี่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสเสี่ยงโรคมะเร็งเหล่านี้สูงขึ้นไปอีก


-โรคระบบทางเดินปัสสาวะ

          นิโคตินในบุหรี่จะไปทำลายกล้ามเนื้อที่ควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนตัวลง ผู้สูบบุหรี่จึงมีโอกาสกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ คนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเพิ่มขึ้น เพราะสารพิษสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดและขับถ่ายออกทางกระเพาะปัสสาวะได้ การสูบบุหรี่จึงทำให้เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะสัมผัสกับสารก่อมะเร็งโดยตรง





                   ที่มา https://health.kapook.com/view89443.html                    

น้ำยาล้างเล็บ

เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการกวดขันเรื่องการใช้ยาเสพติดที่เป็นสารระเหยเช่น กาว ทินเนอร์ แลคเกอร์ มากขึ้น ทำให้วัยรุ่นที่ติดสารระเหยหันมาใช้ยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บ ซึ่งมีอะซีโตนเป็นองค์ประกอบหลัก หยดใส่สำลีหรือทามือแล้วสูดดมแทน เนื่องจากยาทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บหาซื้อได้ง่ายกว่าและมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและดำเนินคดียากกว่าการดมกาว หรือ ทินเนอร์ นอกจากนี้การสูดดมอะซีโตนในความเข้มข้นสูงจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทและเกิดการเสพติดได้แช่นเดียวกับสารระเหยทั่วไปค่ะ

น้ำยาล้างเล็บคืออะไร
        ส่วนประกอบที่สำคัญของน้ำยาล้างเล็บคือ อะซีโตน โดย อะซีโตนเป็นตัวทำละลายอินทรีย์ ที่ไม่มีสี มีความเป็นพิษต่ำ ระเหยง่าย จึงมักถูกนำมาใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมและใช้ในงานด้านเภสัชกรรม โดยอะซีโตนที่มีความเข้มข้นมากกว่า 80% มีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้อ                                 




อันตรายจากน้ำยาล้างเล็บ
       
ผลกระทบของสารต่อร่างกาย
      เมื่อสัมผัสอะซีโตน ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง แต่ถ้าเป็นการสัมผัสกับอะซีโตนต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ผิวแห้งและเกิดการอักเสบของผิวตามมาเนื่องจาก อะซีโตน เป็นสารที่สามารถละลายไขมัน    ถ้าอะซีโตนเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา
      การสูดดมอะซีโตนจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เยื่อบุจมูกและเยื่อบุทางเดินหายใจ  และทำให้เกิดการกดของระบบประสาทเช่นเดียวกับสารระเหย โดยการกดประสาทของอะซีโตนมีหลายระดับตั้งแต่การเปลี่ยนพฤติกรรมจนถึงการเสพติดทั้งนี้ขึ้นกับ ปริมาณอะซีโตนที่ได้รับโดยถ้าได้รับในปริมาณไม่เกิน574 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร เป็นเวลา 4 ชั่วโมง จะให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมเช่น ตื่นเต้น หงุดหงิด ถ้าได้รับในปริมาณมากถึง605 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร เป็นเวลา 5.25 ชั่วโมง ระบบประสาทจะถูกกดมากขึ้นและทำให้เกิดอาการหมดแรงอ่อนเพลียและปวดศีรษะ  ถ้าได้รับในปริมาณตั้งแต่ ส่วนต่อล้านส่วน (1210 มิลลิกรัมต่อลูกบากศก์เมตร) ขึ้นไป เป็นเวลา  6 ชั่วโมง จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ และถ้าได้รับอะซีโตนในปริมาณที่สูงมากหรือมากกว่า  29 กรัมต่อลูกบากศก์เมตร จะทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มึนงง สับสน และหมดสติ






วันพุธที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2560

ก้อนดับกลิ่น (Deodorant)


เวลาเปิดประตูบ้าน หรือเปิดประตูห้องใด ห้องหนึ่งเข้าไปภายใน บางคนถึงกับต้องผงะ เพราะกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ บางทีเป็นกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นหลังการปรุงอาหารในห้องครัว กลิ่นเหม็นจากห้องน้ำในบ้าน  คุณแม่บ้านทั้งหลายมักแก้ปัญหาด้วยการนำก้อนดับกลิ่น หรือสเปรย์ดับกลิ่นมาใช้กันค่ะ
ก้อนดับกลิ่นคืออะไร
            มีสารสำคัญที่นิยมใช้ คือ p-dichlorobenzene   ซึ่งตาม  พรบ. วัตถุอันตราย จัดเป็นวัตถุอันตรายประเภท 3  แต่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายเมื่อใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านเรือน หรือทางสาธารณสุขที่นำมาใช้เพื่อประโยชน์เพื่อระงับ ป้องกัน ควบคุม ไล่ กำจัดแมลงและสัตว์อื่น หรือเพื่อประโยชน์ในการดับกลิ่น

ผลกระทบของสารต่อร่างกาย
            - เป็นพิษอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ, อาจก่อให้เกิดผลเสียระยะยาวต่อสภาวะแวดล้อมในน้ำและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม.
            - ถ้าหายใจเข้ามากไปทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เซื่องซึม ทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและกดระบบประสาทส่วนกลาง หมดสติ
            - หากกลืนหรือกินเข้าไปทำให้ปวดศีรษะ มีอาการอาเจียน มึนงง ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้
สารที่ทำให้ระคายเคืองต่อตาและผิวหนัง

การปฐมพยาบาล

-เมื่อสูดดมสารในปริมาณมาก

            ถ้าสูดดมเข้าไป, ให้ย้ายผู้ป่วยไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์.  ถ้าไม่หายใจ ให้การช่วยหายใจ  ถ้าหายใจลำบากให้ออกซิเจน

-เมื่อสัมผัสสาร

            ในกรณีที่ถูกผิวหนัง, ให้ล้างออกด้วยน้ำปริมาณมาก เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที
ถอดเสื้อและรองเท้าที่เปื้อนสาร  ไปพบแพทย์

-เมื่อสารเข้าตา

            ในกรณีที่เข้าตา ให้ล้างด้วยน้ำปริมาณมาก เป็นเวลาอย่างน้อย 15 นาที   ต้องแน่ใจว่าได้ล้างตาอย่างเพียงพอ โดยใช้นิ้วมือแยกเปลือกตาออกจากกันระหว่างล้าง  ไปพบแพทย์

-เมื่อกลืนกิน

            เมื่อกลืนกิน ให้ใช้น้ำบ้วนปากในกรณีที่ผู้ป่วยที่ยังมีสติอยู่  ไปพบแพทย์

ที่มา http://oldweb.pharm.su.ac.th/chemistry-in-life/d040.html

หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ สมัยนี้ อะไรประหยัดได้ก็ต้องประหยัดกันไป ซื้อหลอดไฟยังเลือกหลอดประหยัดไฟเลยค่ะ แต่ระวังให้ดีนะคะ หลอดประหยัดไฟ (...